< Modulation> <Diversity> <Coding>
3rd Generation
ยุคที่ 3 ของการสื่อสารแบบไร้สายนี้ คาดว่าประมาณปี 2001-2002 จะเริ่มดำเนินการใช้จริงในประเทศ
ญี่ปุ่น และยุโรป ก่อน โดยจะสามารถเพิ่มอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 384
Kbps - 2 Mbps (เปรียบเทียบกับ ปัจจุบันในปี 2000 Internet ในไทยยังทำความเร็วได้ไม่เกิน
56 Kbps)ทำให้ระบบการสื่อสารแบบไร้สายทำได้สมบูรณ์มากขึ้น สามารถพูดคุยกันแบบเห็นหน้าชัดเจน
(Video Conference) , ใช้เป็นสำนักงานเคลื่อนที่ (Mobile Office) , ชมวิดีทัศน์ตามสั่งได้ทันที
, ใช้เป็นเครื่องอ่านหนังสือ , ใบปลิว , โฆษณาสินค้า ต่างๆ ที่จะส่งข้อมูลมาที่เครื่องได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าโทรศัพท์เครื่องไหนมีความสามารถของ Video Conference เราก็อาจใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่
ถ่ายรูปวิวที่เรากำลังอยูที่นั่นและส่งไปให้เพื่อนดูได้ทันที เหล่านี้เป็นตัวอย่างพื้นๆในความสามารถของโทรศัพท์มือถือในอนาคตอันใกล้

เทคโนโลยีที่จะใช้เร่งความเร็วให้ได้ถึง 384 Kbps หรือ 2 Mbps ได้แก่
ในส่วน ของ การมอดดูเลท เทคโนโลยี 3G จะใช้ วิธี QPSK ซึ่ง จะสืบเนื่องมาจาก CDMA
หลักการโดยสังเขปของระบบเซลล์ลูล่าร์ CDMA ทำงานโดย สัญญาณเสียงสนทนาจะถูกเข้ารหัส (Voice Coder) เพื่อเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล ความเร็ว 9600 bps หลังจากนั้นข้อมูลสัญญาณเสียงจะถูกเข้ารหัส Convolutional Code และทำ Interleaving ทำให้ความเร็วข้อมูลเสียงเพิ่มขึ้นเป็น 19.2 Kbps และจะทำการเข้ารหัส Walsh Code Spreading ข้อมูลที่ผ่านการเข้ารหัส Spreading นั้นจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 1228.8 Kbps และจะถูกส่งปะปนไปกับข้อมูลเสียงของช่องสัญญาณอื่นๆ ณ ปลายทาง เครื่องรับ CDMA จะทำการใช้ Walsh Code Spreading ที่ชุดเดียวกับที่เข้ารหัสช่องสัญญาณในการถอดรหัสข้อมูลออกมา หลังจากนั้นเครื่องรับจะทำการ Decoding และ De-Interleaving เพื่อได้สัญญาณเสียงกลับคืนมา การเข้ารหัส CDMA ของสถานีเซลล์ (เพื่อส่งไปยังเครื่องลูกข่าย) โดยข้อมูลเสียงจะถูกจัดแบ่งลงในบล็อก 20 mS และส่งผ่านไปยังวงจร Convolutional Encoder ? Rate ซึ่งทำให้ข้อมูลมีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 19.2 Kbps หลังจากนั้นข้อมูลจะถูกทำการ Interleaver เพื่อกระจายโอกาสการเกิด bit lost ในช่วงการส่งให้เท่าๆ กัน (อันจะทำให้ Convolutional Code ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ) ภายหลังจากการทำ Interleaver ข้อมูลจะถูกผสมกับ Long Code (เป็นรหัสที่ถูกสร้างขึ้นจาก Pseudo-Random Binary Sequence) และรหัส Walsh Code ความเร็ว 1.2288 Mbps ตามลำดับ และขั้นสุดท้ายคือการแยก Phase I และ Q ด้วย Short Code และสถานีเซลล์จะทำการรวมช่องสัญญาณต่างๆและส่งไปผสมสัญญาณแบบ QPSK นอกจากช่องสัญญาณใช้งานแล้ว สถานีเซลล์จะทำการส่งสัญญาณ Pilot, สัญญาณ Synchonization รวมทั้งจัดช่องสัญญาณ Paging รวมเข้าไปด้วย โดยสัญญาณต่างๆนั้นจะถูกเข้ารหัส Walsh Code ที่ต่างกันไป สำหรับการเข้ารหัสของเครื่องลูกข่ายโดยข้อมูลเสียงจะผ่านวงจร Convolutional Encoder 1/3 rate ทำให้ข้อมูลมีความเร็ว 28.8 Kbps หลังจากนั้นข้อมูลจะถูก Interleaved และจัดบล็อค เรียงกันบล็อคละ 6 บิท บล็อคดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น Pointer เพื่อเลือก Walsh Code จะมีความเร็ว 307.2 Kbps และจะถูกผสมกับ Long Code และส่งไปผสมสัญญาณแบบ QPSK เพื่อส่งออกไปยังสถานีเซลล์
การเข้ารหัส Walsh
หัวใจสำคัญของระบบ CDMA ได้แก่ รหัส Walsh หรือรหัส Handamard โดยรหัส Walsh นี้ถูกสร้างขึ้นมาจากหลักการของเมตริกซ์ Walsh ซึ่งเป็นเมตริกซ์ขนาด n * n (n เป็นเลขคู่) ที่ประกอบไปด้วยค่า 0 และ 1 ข้อมูลที่ทำการเข้ารหัส Walsh จะมีค่า Cross-Correlation ต่ำเมื่อเทียบกับข้อมูลต่อชุดที่เข้ารหัส Walsh ที่แตกต่างกัน โดยระบบเซลล์ลูล่าร์ CDMA นั้น จะทำการใฃ้เมตริกซ์ Walsh ขนาด 64 * 64
วิธีการทำมัลติเพล็กซ์ถูกนำมาใช้งานสำหรับการติดต่อสื่อสารที่เป็นระยะทางไกล (long-haul communication) ชุดของสายสัญญาณ (Trunk) ที่นำมาใช้ในการติดต่อระยะทางไกล (long-haul network) เป็นเส้นใยนำแสงที่มีประสิทธิภาพสูง หรือสายโคแอกเชียล หรือผ่านไมโครเวฟ การเชื่อมต่อนี้สามารถนำเสียงผ่านไปได้ในอัตราสูงในปริมาณมาก และสามารถส่งผ่านสัญญาณเสียงไปได้ทันทีโดยใช้วิธีการ multiplexing
Multiplexing
จากรูป แสดงให้เห็นหน้าที่ของการทำ multiplexing ในรูปแบบที่ง่ายมีจำนวนอินพุท จำนวน n อินพุทเข้าไปที่มัลติเพลกเซอร์ (multiplexer) ตัวมัลติเพลกเซอร์ต่อเชื่อมเข้ากับสายเชื่อมต่อ (link) เส้นเดียวเข้ากับ demultiplexer ด้วย link มีความสามารถ ในการส่งผ่านสัญญาณได้จำนวน n ช่องสัญญาณ (channel) ตัว multiplexer จะรวมเอาข้อมูล (multiplex) จาก input line จำนวน n line และส่งผ่านสายสัญญาณเชื่อมต่อ (data link) ที่มีความสามารถสูง เมื่อ demultiplexer รับ stream ข้อมูลที่เป็น multiplexed มาแยก (demultiplexers) ออกไปตามช่องสัญญาณแล้วนำส่งไปยัง output line ที่ต้องการ
การนำเอาวิธีการ multiplexing มาใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เป็นเพราะเหตุผลดังนี้
(a) Frequency-division multiplexing
(b) Time-division multiplexing
FDM and TDM
frequency-devision multiplexing (FDM)
คุณลักษณะ (Characteristics)
FDM นำมาใช้งานเมื่อ bandwidth ของ transmission medium เกินกว่าที่ bandwidth
signal เกินกว่าที่ต้องการที่จะส่ง สัญญาณส่วนหนึ่งสามารถส่งไปได้พร้อม ๆ กัน ถ้าแต่ละสัญญาณได้รับการ
modulate ไปกับความถี่ของคลื่นพาหะที่ไม่เหมือนกัน และความถี่ของคลื่นพาหะสามารถแบ่งย่อยโดย
bandwidth ของสัญญาณเหล่านั้น ไม่คาบเกี่ยวกันมากเกินไป
กรณีของ FDM สัญญาณจากต้นกำเนิด 6 สัญญาณส่งเข้าไปใน multiplexer แต่ละสัญญาณจะ modulate สัญญาณตัวเองไปกับความถี่ที่แตกต่างกัน สัญญาณที่ได้รับการ modulate แล้วต้องการ bandwidth ที่ถูกกำหนดไว้แน่นอน โดยมีความถี่ของคลื่นพาหะอยู่ตรงกลางเรียกว่าช่องทาง (channel) เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องทาง (channel) ทับซ้อนกันจะมีช่วง spectrum หนึ่งใช้แบ่งคั่นระหว่างช่องทาง (channel)
สัญญาณที่ประกอบกันขึ้นมาแล้วส่งผ่านไปตามตัวกลางจะเป็นแบบอนาลอก แต่สัญญาณที่ input เข้ามาอาจเป็นอนาลอกหรือดิจิตอลก็ได้ ถ้ากรณีที่สัญญาณ input เป็นดิจิตอลสัญญาณดังกล่าว จะต้องผ่านโมเด็มเพื่อเปลี่ยนเป็นสัญญาณอนาลอกก่อนหลังจากนั้นสัญญาณอนาลอกจะถูกมอดูเลต (modulate) ไปอยู่ในช่วงความถี่ที่เหมาะสม ตัวอย่างของ FDM ที่คุ้นเคยกันดีคือ การกระจายสัญญาณโทรทัศน์และเคเบิลทีวี สัญญาณโทรทัศน์ ซึ่งจะมี bandwidth ในช่วง 6 MHz
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ FDM system ที่ต้องการจัดการมี 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่อง classtalk ที่จะเกิดขึ้น ถ้าสัญญาณที่อยู่ติดกัน เกิดการเหลื่อมล้ำซ้อนกันอยู่ ในกรณีของสัญญาณเสียงที่มี effective bandwidth 3100 Hz (300 ถึง 3400), 4 kHz Bandwidth ก็เป็นการเพียงพอ spectra ของสัญญาณสร้างขึ้นมาโดยโมเด็ม เพื่อให้ได้การส่งช่วงความถี่สัญญาณเสียง และลงตัวพอเหมาะในช่วง bandwidth นี้ ปัญหาอีกเรื่องคือ สัญญาณรบกวนที่เกิดจาก inter modulation ในกรณีที่เป็น การเชื่อมต่อกันในระยะทางไกล ๆ แบบ nonlinerar มีผลให้สัญญาณในช่องทาง (channel) หนึ่ง ทำให้เกิดองค์ประกอบความถี่ในอีกช่องทางหนึ่งเกิดขยายสัญญาณขึ้นได้
| Number of voice channels | Bandwidth | Spectrum | AT&T | ITU-T |
|---|---|---|---|---|
| 12 | 48 kHz | 60-108 kHz | Group | Group |
| 60 | 240 kHz | 312-552 kHz | Supergrpup | Supergroup |
| 300 | 1.232 MHz | 812-2044 kHz | Mastergroup | |
| 600 | 2.52 MHz | 564-3084 kHz | Mastergroup | |
| 900 | 3.872 MHz | 8.516-12.388 MHz | Supermaster group | |
| N X 600 | Mastergroup multiplex | |||
| 3,600 | 16.984 MHz | 0.564-17.548 MHz | Jumbogroup | |
| 10,800 | 57,442 MHz | 3.124-60.566 MHz | Jumbogroup multiplex |
North American and International FDM Carrier Standards
ในการกำหนดรูปแบบของ supergroup มีได้หลาย ๆ แบบ ในแต่ละ 5 อินพุท ที่รวมกันเป็น supergroup multipexer อาจประกอบด้วย 12 multiplexed voice signals สัญญาณใด ๆ ที่มีช่วงกว้างถึง 48 kHz ซึ่งมีแบนด์อยู่ในช่วง 60-108 kHz อาจใช้เป็น input สำหรับ supergroup multiplexer หรืออาจเป็นไปได้ที่เอา 60 ช่องทางความถี่เสียง ไปรวมเป็นหนึ่ง supergroup ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายของการทำ multiplexing เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องมีการ interface กันกับ group multiplexer ที่มีอยู่เดิมแล้ว
Level ถัดขึ้นมาคือ master group รวมเอา 10 mastergroup เข้าด้วยกันเหมือนกันกับข้างต้นที่สัญญาณใด ๆ ที่มี bandwidth 240 kHz และอยู่ในช่วง 312 ถึง 552 kHz อาจจำมารวมกันเข้าเป็น mastergroup multiplexer โดย Mastergroup มี bandwidth 2.52 MHz สามารถสนับสนุนช่องสัญญาณ ที่มีความถี่เสียง (VF) จำนวน 600 ช่อง สังเกตว่าเสียงต้นฉบับหรือสัญญาณข้อมูลอาจผ่านการ modulate หลาย ๆ ครั้ง เช่น สัญญาณที่เป็นข้อมูลอาจเข้ารหัสโดยใช้ QPSK เพื่อทำให้เป็นสัญญาณเสียง ซึ่งเป็นอนาลอก สัญญาณนี้จะผ่านการ modulate กับคลื่นพาหะ 76 kHz เพื่อ form เป็นองค์รปะกอบของ group signal หลังจากนั้น group signal ใช้ modulate กับคลื่นพาหะ 516 kHz เพื่อ form เป็นส่วนหนึ่งของ supergroup signal และการขั้นตอนอาจทำให้ข้อมูลแรกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปได้
การมัลติเพล็กซ์โดยวิธีซิงโครไนซ์เวลา (Synchronous Time-Division Multiplexing)
คุณลักษณะ (Characteristics)
การทำมัลติเพล็กซ์โดยใช้เวลาซิงโครไนซ์กัน (Synchronous time-division multiplexing)
นำมาใช้งาน ได้ในกรณีที่อัตราการรับส่งข้อมูล (data rate) ของตัวกลางที่ใช้ส่งสัญญาณ
(medium) สูงกว่าอัตราของสัญญาณดิจิตอล (digital signals) ที่จะส่งผ่านไปในตัวกลางได้สัญญาณข้อมูลดิจิตอลหลาย
ๆ สัญญาณ (สัญญาณอนาลอกที่นำพาข้อมูลที่เป็นดิจิตอล) สามารถส่งผ่านไปด้วยเส้นทางเดียวกันได้
โดยส่งข้อมูลเป็นชิ้นส่วน (interleaving portion) ของแต่ละสัญญาณไปทีละชุด interleaving
อาจอยู่ในระดับบิทหรือ block ของ bytes หรือปริมาณที่มากกว่านี้
Synchronous TDM System
Character-interleaving technique นำมาใช้กับ asychronous sources แต่ละ time slot จะบรรจุหนึ่งอักขระของข้อมูล โดยปกติ start กับ stop บิทของอักขระ แต่ละตัวจะถูกตัดทิ้งก่อนจะส่งออกไป และจำนำกลับเข้ามาใส่ตามเดิมที่ฝ่ายรับข้อมูล และนำมาใช้ได้กับ asynchronous sourcees โดยแต่ละ time slot ก็บรรจุเฉพาะหนึ่งบิทข้อมูล ฝ่ายที่รับข้อมูล, ข้อมูล interleave จะถูก demultiplex แล้วส่งไปที่ buffer ของปลายทางเหมาะสม แต่ละ input source mi(t) จะมี output sourcee ที่รับข้อมูลในอัตราเดียวกันกับที่ข้อมูลนั้นได้รับการ generate Synchronous TDM เรียกว่าเป็น synchronous ไม่ใช่เพราะใช้การ transmission แบบ synchronous เนื่องจากเวลาของ time slot ได้รับการออกแบบก่อนและมีค่าคงที่ สำหรับ source time slot ทั้งนี้ source แต่ละ source จะส่งออกไปไม่ว่าจะมีข้อมูลที่จะส่งหรือไม่ เพื่อให้ได้ประโยชน์มากขึ้นอาจแบ่ง time slot ให้ source ที่เป็น device ทำงานเร็วมากกว่าหนึ่ง slot ส่วน device ที่ทำงานช้าอาจจำกัด ให้เฉพาะหนึ่ง slot ได้
การควบคุมการเชื่อมต่อ (TDM Link Control)
ถ้าสังเกตจะพบว่า data stream จะไม่มี header และ trailer เหตุผลก็คือ control
mechanism ที่จัดให้โดย data link protocol ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ถ้ามีการทำ
multiplexer และ demultiplexer มาใช้ไม่จำเป็นต้องมี flow control ความเร็วในการรับส่งข้อมูลบนสาย
multiplex จะมีค่าคงที่และ multiplexer กับ demultiplexer ได้รับการออกแบบมาสำหรับความเร็วข้อมูลในอัตรานั้น
ถ้าสมมติว่า individual output line ที่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์ไม่สามารถรับข้อมูลได้
การส่งเฟรม TDM จะต้องหยุดหรือไม่ แน่นอนไม่มีการหยุดเนื่องจาก output line ที่เหลือยังคงทำงานต่อไปได้
สำหรับกรณีที่ output อิ่มตัวเนื่องจากเนื้อที่ใน buffer เต็ม วิธีหนึ่งที่เป็นไปได้คือ
ส่ง empty slot ไปให้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เฟรมทั้งหมดยังคงรักษาระดับความเร็วได้
ในเรื่องของ error ก็เหมือนกันจะไม่มีการร้องขอให้มีการส่งเฟรม TDM ทั้งหมดไปให้ อันเนื่องจากสาเหตุ channel ใด channel หนึ่งมีปัญหา solution ที่จะนำมาใช้คือ apply eerror control on a per - channel basis
Flow control และ error control อาจจัดให้ได้บน per-channel basis โดยใช้ data link control เช่น HDLC บน per-channel basis
สมมติว่ามี 2 data source แต่ละ source ใช้ HDLC data source สายหนึ่งเป็นเฟรม HDLC ประกอบด้วยสาม octets ของ data และอีกสายหนึ่ง transmitting HDLC เฟรมประกอบด้วย 4 octets เพื่อให้เห็นชัดเจนสมมติว่าใช้ character-interleaved multiplexig ถึงแม้ว่าการใช้ bit interleaving จะเป็นที่นิยมว่า octet ของ HDLC frames จากแหล่งกำเนิดข้อมูลสองแหล่งสลับเข้าด้วยกันเพื่อ transmit ส่งผ่านทาง multiplexed line อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ HDLC เฟรมที่สูญเสียความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน integrity เช่นเกี่ยวกับ frame check sequence (FCS) ของเฟรมที่มีลำดับดับใหม่บนเส้นทาง แม้แต่ตัว FCS เองก็ไม่ได้อยู่เป็นชิ้นเดียวกัน อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนเหล่านั้น จะนำมาประกอบกันเข้าใหม่อย่างถูกต้อง ก่อนที่จะปรากฎบนอุปกรณ์ปลายทางที่ใช้ protocol HDLC ในแง่นี้แสดงว่า สถานีที่อยู่ทั้งสองทางไม่รู้สึกว่ามี multiplexer และ demultiplexer คั่นอยู่จะรู้เฉพาะว่ามี dedicated link อยู่เท่านั้น
Use of Data Link Control on TDM Channels
TDM of Analog and Digital Sources
จากสถิติพบว่า TDM ที่เป็น static จะให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่า แบบซิงโครไนซ์ สำหรับกรณี ที่เป็น static TDM time slot จะไม่มีกำหนด ไว้ก่อนกับแหล่งกำเนิดข้อมูลแต่จะใช้บัฟเฟอร์และส่งสัญญาณออกไปให้เร็วที่สุด ในช่วงเวลาของ time slot
การเข้ารหัสช่องสัญญาณ ( channel coding )
ในการส่งแบบ Digital คุณภาพของสัญญาณ จะแสดงในเทอมของ Bit Error
Rate ( BER ) ซึ่งแสดงจำนวนของ bit ที่ตรวจนับได้เนื่องจากข้อผิดพลาด จำเป็นต้องน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ไม่มีทางที่จะเป็น 0 ได้เลย ( ไม่มีข้อผิดพลาด ) โดยการใช้ channel coding เราสามารถตรวจ
และ แก้ไขข้อผิดพลาด ของ bit ในขบวนการรับได้ ซึ่งหมายความว่าจะมีการเพิ่ม redundancy
เข้าไป Error Control Code สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ block code และ convolution
code
Block Code จะมีการเพิ่ม check bit จำนวนหนึ่งเข้าไป ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับ bit
ข่าวสาร
Convolution Code ตัวเลขของ code จะสร้างขึ้นโดยตัวเข้ารหัส ซึ่งขึ้นอยู่กบ bit
ข่าวสารก่อนหน้า
Block Code จะถูกใช้เมื่อมีสัญญาณแบบ block - oriented ซึ่งเมื่อมีการส่งข้อมูลเป็น
block แล้วจะใช้เพื่อการตรวจจับข้อผิดพลาด โดยมีการทำงานในลักษณะ ARQ ( Automatic
Repeat : Request ) คือ เมื่อตรวจพบข้อผิดพลาดของข้อมูล จะมีการร้องขอให้ส่งข้อมูลใหม่อีกครั้ง
GSM จะใช้ทั้ง 2 วิธี ขั้นแรก bit ของข่าวจะถูกเข้ารหัสเป็น Block ด้วยการสร้าง
Block ของข่าวสารแล้วเพิ่ม parity bit เข้าไป แล้ว bit ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสด้วย
convolution code ซึ่งจะได้ " coded bit " ขั้นตอนทั้งสองจะถูกนำมาใช้ทั้งเสียงและข้อมูลโดยผ่านกระบวนการเข้ารหัสที่ต่างกันเล็กน้อย
เหตุผลสำหรับการเข้ารหัส 2 ชั้น คือ ทำการแก้ไขข้อผดพลาดถ้าทำได้ ( โดยใช้ convolution
code ) และแก้ไขหลังจากที่ตรวจพบ ( โดยใช้ block coding ) เสียงพูด ( SPEECH )
จะถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ละ 20 ms นี้จะผ่านกระบวนการให้เป็นดิจิตอลและมีการเข้ารหัส
ตัวเข้ารหัสเสียงจะส่ง 260 bit สำหรับแต่ละสัญญาณเสียง 20 ms ซึ่งเป็น
50 bit ที่สำคัญมาก
132 bit ที่สำคัญ
78 bit ที่ไม่สำคัญ
50 bit แรกมีการเพิ่ม parity เข้าไป 3 bit แล้วนำมารวมกับ 132 bit ซึ่งมีการเพิ่ม
bit ต่อท้ายอีก 4 bit รวมกันเป็น 189 bit นำไปผ่านการเข้ารหัสแบบ convolution กลายเป็น
378 bit ( อัตราส่วน 1:2 = 189 : 378 ) ส่วน bit ที่เหลือ 78 bit ไม่มีการเข้ารหัส
จะได้ 456 bit ที่ใช้ระบบ GSM สำหรับเสียงพูด ขนาด 20 ms
กระบวนการ Modulation ที่ใช้ใน GSM คือ Gaussian Minimum Shift Keying ( GSMK )
ซึ่งเป็นแบบ Digital ข่าวสารที่ถูกส่งเป็นแบบ Digital คลื่นพาห์จะเปลี่ยน phase
โดยขึ้นอยู่กับ bit ของข่าวสารที่จะถูกส่ง เพื่อให้ได้ Curve ที่เรียบเมื่อมีการเปลี่ยน
phase สัญญาณ Baseband จะถูก Filter โดย Gaussian Passband เมื่อมีการใช้ GSMK
เราจะได้ Bandwidth ที่แคบกว่า MSK ปกติ การสอดแทรก ( Interleaving ) ในทางปฎิบัติ
ความผิดพลาดของ bit จะเกิดในบางช่วงข้อมูล ด้วยการใช้ Channel Coding จะทำให้สามารถตรวจพบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพียง
1 bit หรือ ผิดพลาดติดกันจำนวนไม่มาก ในการแก้ปัญหานี้เราจึงต้องทำการแยก bit ที่อยู่ติดกัน
แล้วทำให้เรียงลำดับใหม่ในเวลาส่ง ด้วยวิธีการ Interleaving ในระบบ GSM ส่วนของ
Channel Coder จะทำให้ได้ 456 bit สำหรับทุกๆ 20 bit ของเสียง ซึ่งเมื่อทำการ Interleave
แล้วจะทำให้ได้ 8 Block มีขนาด Block ละ 57 bit